Facebook Ad Analytics: ค่าวัดตัวไหนที่มีความสำคัญมากที่สุด

เมื่อคุณได้ตั้งค่า tracking pixel ของคุณแล้ว คุณจะได้รับข้อมูลของประสิทธิภาพของแคมเปญของคุณ แล้วคุณจะใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจได้อย่างไร เราจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ของ Facebook และ Teespring  การวิเคราะห์เหล่านี้สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์และใช้ในการตรวจสอบข้อมูลตัวเลขของเราได้ เราสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลผิดได้อีกด้วย โปรดจำไว้ว่าสุดยอดนักขายหลายคนจัดระเบียบข้อมูลของพวกเขาโดยใช้ excel sheet เหมือนอย่างอันนี้เพื่อติดตามประสิทธิภาพของโฆษณาของพวกเขา อย่าลืมตรวจสอบส่วน Teespring Analytics ของเราด้วยนะ

fb-ads-analytics

Click to zoom

 

Facebook Analytics

สมมติว่าคุณได้เริ่มต้นใช้งาน Facebook ad ของคุณเมื่อวานนี้เวลา 3pm เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายของคุณ คุณมีงบประมาณอยู่ $20 ต่อวันและจะได้ใช้ไป $10 เมื่อเช้านี้ ไปที่ www.facebook.com/ads/manager และคลิกไปที่โฆษณาที่คุณต้องการวิเคราะห์ โปรดจำไว้ว่าคุณอาจต้องคลิกไปที่ “customize columns” เพื่อเลือกค่าอื่น ๆ ไปยังรายงาน

คุณควรตรวจสอบค่าต่าง ๆ เหล่านี้โดยเฉพาะ:

  • Relevance score: มีค่าตั้งแต่ 1 ถึง 10 ขึ้นอยู่กับวิธีการที่กลุ่มเป้าหมายของคุณตอบสนองต่อโฆษณาของคุณ คะแนนของคุณแสดงถึงความสำเร็จของคุณในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หากคุณเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง (ผู้คนจะตอบสนองต่อโฆษณาของคุณเป็นอย่างมาก) ค่า relevance score ของคุณจะเป็น 9/10 หรือ 10/10 หากมันต่ำกว่า 7/10 คุณจะต้องตรวจสอบการเจาะกลุ่มเป้าหมายของคุณและอัพเดทความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย การได้รับคะแนนต่ำจะเกิดผลลัพธ์ไม่ดีต่อประสิทธิภาพของโฆษณาของคุณ
  • Results: ขึ้นอยู่กับประเภทของโฆษณาที่คุณเลือก โฆษณาของคุณจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน หากเป้าหมายนั้นถูกซ่อนไว้ มันจะแสดงใต้ ‘Results’ เป็นค่า ‘Conversion’ (เช่น เป้าหมายของโฆษณา PPE ของคุณคือ “engagement” ดังนั้นดูที่ like, share, comment) จงระวังไม่สับสนกับค่า ‘conversion’ ที่ Facebook แสดงยอดขายที่แท้จริง (ยกเว้น Website Conversion Ads ที่ซึ่งเป้าหมายของการโฆษณาคือค่า conversion ที่แท้จริง ซึ่งก็คือยอดขาย)
  • Facebook Pixel: ก่อนหน้านี้เราได้ติดตั้ง Facebook Pixel ที่โฆษณาและในบัญชี Teespring ของเรา ส่วนที่ลงท้ายด้วย (Facebook Pixel) จะบอกคุณว่ากิจกรรมไหนบน Facebook ที่ถูกบันทึกไว้ ดังนั้นหากลูกค้าคลิกที่โฆษณาของคุณและดูหน้าแคมเปญเพจ มันจะถูกบันทึกไว้ที่ ‘View Content (Facebook Pixel)’ หากลูกค้ามาจากโฆษณาได้ทำการซื้อสินค้าจริง พวกเขาจะถูกแสดงอยู่ใน ‘Purchase (Facebook Pixel)’ วิธีนี้คุณจะสามารถเห็นจำนวนผู้เยี่ยมชมแคมเปญที่มาจากโฆษณานี้และจำนวนออเดอร์ที่คุณได้รับ
  • Cost: ส่วน “Cost” จะถูกกำหนดโดยประเภทของโฆษณาและแสดงยอดเงินเฉลี่ยที่คุณใช้ในการบรรลุเป้าหมายในการโฆษณาของคุณ (ได้แก่ engagement, click through หรือ purchase)
  • Reach: จำนวนผู้คนจากกลุ่มเป้าหมายของคุณที่ได้เห็นโฆษณา
  • Frequency: จำนวนสมาชิกในกลุ่มเป้าหมายของคุณที่ได้เห็นโฆษณา คุณควรจะตั้งเป้าที่จะมีค่าความถี่ 1.5 หรือน้อยกว่านั้น มันจะเป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่าหากคุณแสดงให้ลูกค้าคนเดิมเห็นโฆษณาเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า หากพวกเขาไม่ตอบสนองต่อโฆษณาของคุณในครั้งแรกที่เห็น มันมีความเป็นไปได้น้อยมากที่พวกเขาจะตอบสนองมันในภายหลัง
  • Click-Through Rate (CTR): CTR เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากเพื่อดูว่าโฆษณาของคุณดีหรือไม่ มันบอกจำนวนคนที่ได้เห็นโฆษณาและคลิกเข้าไปดู คุณควรจะมีค่า CTR อย่างน้อย 4% ค่า CTR ที่ดีมากคือมีค่า 8% ขึ้นไป หากมีค่า CTR ที่ต่ำมาก มันอาจบ่งชี้ว่าภาพหรือข้อความโฆษณานั้นไม่ดึงดูดผู้คน ดีไซน์ไม่เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมาย หรือการเจาะกลุ่มเป้าหมายไม่ถูกต้อง
  • Amount Spent: นี่เป็นจำนวนเงินทั้งหมดที่ใช้ในการโฆษณาและสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าอัตราผลตอบแทนได้ ตัวบ่งชี้สองตัวที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายทั้งหมดที่สำคัญมากได้แก่ อัตราผลตอบแทน Return on Investment (ROI) และกำไรสุทธิของคุณ เพื่อคำนวณมูลค่าเหล่านี้ (เพื่อดูว่าโฆษณาของคุณจะคุ้มค่าในการเปิดใช้ต่อไปหรือไม่) คุณจำเป็นต้องดูที่ Teespring Analytics เพื่อตรวจสอบจำนวนผลกำไรที่คุณได้รับจากแคมเปญของคุณ

Click to zoom

อย่าลืมว่าคุณสามารถคลิก “Customize Columns” เพื่อเลือกค่าอื่น ๆ ที่คุณต้องการรวมลงในรายงาน ถัดจากปุ่มปรับแต่งคือ “Breakdown” ที่ซึ่งคุณสามารถเลือกแบ่งข้อมูลออกเป็นตามประเทศ อายุ เพศ การวางโฆษณา และอื่น ๆ มันจะแสดงตัวบ่งชี้ทั้งหมดแยกจากกัน (เช่น CTR สำหรับแต่ละประเทศ จำนวนการคลิกเข้าเว็บไซต์ของแต่ละช่วงอายุ เป็นต้น) มันจะช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกถึงประเทศ ช่วงอายุ เพศ และอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด (เช่น ค่า CTR สูง มีการซื้อสินค้ามากขึ้น มีจำนวนการคลิกไปยังเว็บไซต์มากขึ้น) เพื่อให้คุณสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

แล้วยังไงต่อ

ตอนนี้เมื่อคุณได้เข้าใจการวิเคราะห์โฆษณาของคุณแล้ว มันก็ถึงเวลาที่จะใช้งานข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าคุณต้องการเพิ่มหรือหยุดแคมเปญโฆษณาของคุณ อ่านส่วนถัดไปเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม!

creator-menu

youtube-menu