โฆษณายอดนิยมทางเฟสบุคเพื่อขายสินค้าทีสปริง

ในบทนี้เราจะพูดถึงประเภทของโฆษณาที่นิยมใช้มากที่สุดในการขายสินค้าทีสปริงทางเฟสบุค เราจะแบ่งปันเกร็ดความรู้และคำแนะนำสำหรับโฆษณาแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ายังมีคลิปสอนและคู่มืออื่นๆ ให้ศึกษาได้ออนไลน์และทุกคนต่างมีความคิดเห็นของตัวเองเรื่องประสิทธิภาพของโฆษณาแต่ละแบบ โดยทั่วไปแล้ว นักขายทีสปริงเริ่มงบโฆษณาที่ $5 – $10 ต่อวัน และอาศัยข้อมูลในการตัดสินใจอีกครั้งหลังจากลงโฆษณาไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง มีความเห็นหลากหลายแตกต่างกันไปในเรื่องของจำนวนผู้ชมเป้าหมายและประเภทของโฆษณาที่คุณเลือก แต่ปกติแล้วมักจะจำกัดจำนวนผู้ชมในตลาดเฉพาะตลาดเดียวให้อยู่ที่ราว 50,000-400,000 คน

เฟสบุควางโครงสร้างโฆษณาไว้ดังนี้

Campaign (แคมเปญโฆษณา) นี่คือเครือใหญ่ของโฆษณา เราแนะนำให้ใช้แคมเปญโฆษณาเฟสบุคหนึ่งแคมเปญต่อลิสต้ิงทีสปริงหนึ่งลิสต้ิง เช่น คุณสร้างแคมเปญโฆษณาแบบ PPE (Page Post Engagement) ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับโพสต์ ดังนั้นโฆษณา/ชุดโฆษณาทั้งหมดภายใต้แคมเปญโฆษณานี้จะมี “การมีส่วนร่วม” เป็นเป้าหมายหลัก

Ad Set (ชุดโฆษณา) คุณสามารถมีชุดโฆษณาหลายชุดได้ในหนึ่งแคมเปญโฆษณา โดยแต่ละชุดจะมีงบของมันเอง เราแนะนำให้ใช้ชุดโฆษณาหลายชุดเพื่อแยกกลยุทธ์เจาะกลุ่มเป้าหมายให้หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ชุดโฆษณาชุดหนึ่งอาจเจาะกลุ่มเป้าหมายจากความสนใจ ขณะที่อีกชุดเจาะกลุ่มเป้าหมายจากแขนงวิชาที่ศึกษา

Ads (โฆษณา) คุณสามารถมีโฆษณาหลายชิ้นได้ในหนึ่งชุดโฆษณา เราแนะนำให้คุณเจาะกลุ่มเป้าหมายเหมือนกันภายในชุดโฆษณาเดียวกัน แต่ความคิดสร้างสรรค์ให้หลากหลายเพื่อทดสอบประสิทธิภาพโฆษณา เฟสบุคจะตัดสินโดยอัตโนมัติว่าภาพหรือข้อความโฆษณาใดได้ผลดีที่สุด

โฆษณาเฟสบุคที่นักขายทีสปริงมักใช้เพื่อขายสินค้านั้นมีอยู่สามประเภท เราจะกล่างถึงในรายละเอียดต่อไปด้านล่างนี้

 

Page Post Engagement (PPE)

โฆษณา PPE นับได้ว่าเป็นโฆษณาที่สร้างง่ายที่สุด คุณสามารถโปรโมตภาพหรือลิงก์ภายในโพสต์ได้เลย ขอให้จำไว้ว่าโพสต์ที่มีรูปภาพจะสะดุดตามากกว่าและดึงดูดให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้ดีกว่า วัตถุประสงค์ของโพสต์นี้คือกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม (ได้แก่ การแชร์ การไลค์ การคลิก คอมเม้นต์) กับผู้ชมเป้าหมายและทำให้โพสต์เป็นที่ฮือฮาหรือที่เรียกว่า “ไวรัล” ส่งต่อๆ กันไปทั่วเฟสบุค (จึงเพิ่มจำนวนคนที่เห็นโฆษณาของคุณ)

ข้อดี

  • โฆษณา PPE สร้างได้ง่าย
  • เฟสบุคมักส่งโฆษณาประเภทนี้ให้แก่คนที่มีส่วนร่วมกับโพสต์เป็นประจำ (คนที่ไลค์ แชร์และลงคอมเม้นต์บ่อยๆ)
  • โฆษณาประเภทนี้เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามให้เป็นแฟนเพจของคุณ (ซึ่งต่อจากนี้คุณจะสามารถโฆษณาให้พวกเขาเห็นได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง)
  • การมีส่วนร่วมมากจะช่วยเพิ่มจำนวนคนที่เห็นโฆษณาและหน้าแฟนเพจของคุณผ่านการแชร์และการแท็ก

ข้อเสีย

  • โฆษณา PPE มีขั้นตอนซึ่งลูกค้าของคุณต้องทำเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น เนื่องจากการคลิกโฆษณา PPE จะไม่พาผู้คลิกตรงไปที่หน้าแคมเปญของคุณโดยตรง แต่จะพาไปยังภาพโฆษณาขยายใหญ่ในเฟสบุคก่อน หมายความว่าลูกค้าต้องเจาะจงคลิกเพิ่มอีกหนึ่งครั้งบน URL ลิสต้ิงของคุณ (ซึ่งคุณสามารถระบุลงในข้อความที่โพสต์หรือในส่วนที่ให้คอมเม้นต์ใต้โพสต์)

Click to Website Ad (CTW)

จุดมุ่งหมายของ CTW คือเพื่อเพิ่มจำนวนคลิกของ URL และส่งคนเข้ามาที่หน้าลิสต้ิงของคุณให้ได้มากที่สุด  

ข้อดี

  • ใช้งบน้อยกว่าในการทดลองโฆษณา ตามปกติแล้วคุณจะบอกได้ว่าโฆษณาชิ้นนั้นๆ ประสบความสำเร็จหรือไม่ในระยะเวลาสั้นๆ (แค่ว่ามันได้ผลหรือไม่ได้ผล การมีส่วนร่วมไม่ใช่ปัจจัยใหญ่เหมือนอย่างโฆษณา PPE)
  • ขั้นตอนที่ลูกค้าต้องทำมีน้อยกว่า ถ้าลูกค้าคลิกบนโฆษณา พวกเขาก็จะถูกส่งไปยังหน้าแคมเปญทีสปริงของคุณโดยตรงทันที
  • โฆษณาประเภทนี้เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเนื้อหาบนเฟสบุคมากนัก

ข้อเสีย

  • โฆษณา CTW แทบไม่เคยเป็นที่ฮือฮาหรือแชร์ต่อๆ กันมากเท่ากับโฆษณา PPE จึงไม่ช่วยเพิ่มจำนวนคนที่เห็นโฆษณาหรือจำนวนไลค์เพจของคุณ

Website Conversion Ad (CW)

นับเป็นโฆษณาที่ “ซับซ้อน” มากที่สุดในโฆษณาทั้งสามประเภท โฆษณา CW  จำเป็นต้องใช้พิกเซลติดตาม (Tracking Pixel) โดยมุ่งสร้างและเจาะกลุ่มผู้ชมซึ่งเหมาะเป็นลูกค้าของคุณโดยดูจากคนที่ซื้อสินค้าจากลิสต้ิงของคุณ เฟสบุคใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากลูกค้าของคุณและปรับกลุ่มผู้ชมเป้าหมายขณะที่ลงโฆษณาไปด้วย

ข้อดี

  • โฆษณาประเภทนี้จะได้ผลมากขึ้นหลังผ่านไประยะหนึ่งเมื่อคุณมีคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้น (เฟสบุคเรียนรู้จากลูกค้าของคุณและเพิ่มการเจาะกลุ่มเป้าหมายให้สูงสุด)
  • ขั้นตอนที่ลูกค้าต้องทำมีน้อยกว่า ถ้าลูกค้าคลิกบนโฆษณา พวกเขาจะถูกส่งไปยังหน้าลิสต้ิงทีสปริงของคุณโดยตรงทันที
  • โฆษณาประเภทนี้เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเนื้อหาบนเฟสบุคมากนัก

ข้อเสีย

  • คุณต้องคอยจับตาดูโฆษณานี้ไว้เพราะบางครั้งพิกเซลอาจนับคอนเวอร์ชันพลาดและรายงานข้อมูลที่ผิดพลาดได้ ขอให้หมั่นตรวจสอบอ้างอิงกับ Teespring Analytics ด้วย
  • การทดลองโฆษณาอาจมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะคุณจำเป็นต้องมีคอนเวอร์ชัน (ยอดขาย) เพื่อตัดสินว่าโฆษณาจะได้ผลหลังผ่านไประยะหนึ่งหรือไม่ งบทดลองอยู่ที่ $30 – $50
  • คุณจำเป็นต้องใช้พิกเซลติดตามเพื่อตรวจสอบว่าโฆษณาใช้ได้ผลจริงหรือไม่
  • โฆษณา CW แทบไม่เคยเป็นที่ฮือฮาหรือแชร์ต่อๆ กันมากเท่ากับโฆษณา PPE จึงไม่ช่วยเพิ่มจำนวนคนที่เห็นโฆษณาหรือจำนวนไลค์เพจของคุณ

creator-menu

youtube-menu